Search
Close this search box.

Diver x Cape Horn & Nemo Point

เรือนเวลาเพื่อพิชิตเอเวอเรสต์แห่งท้องทะเล

ภายใต้จิตวิญญาณที่หลอมรวม ยูลิส นาร์แดง (Ulysse Nardin) ให้เป็นหนึ่งเดียวกับเหล่านักสำรวจและนักผจญภัยผู้กล้าหาญของโลก แบรนด์ผู้ผลิตนาฬิกาสวิสซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเลอโลค (Le Locle) ใกล้กับเนอชาแตล (Neuchatel) นี้จึงได้จับมือร่วมเป็นพันธมิตรกับ วองเด โกลบ (Vendée Globe) เพื่อสนับสนุนการแข่งขันแล่นเรือใบอันท้าทายสูงสุดในโลก

โดยยูลิส นาร์แดง ยังได้สร้างสรรค์ผลงานรุ่น ไดเวอร์ เอ็กซ์ เคป ฮอร์น (DIVER X CAPE HORN) และไดเวอร์ เอ็กซ์ นีโม พอยต์ (DIVER X NEMO POINT) นาฬิกาที่นำเอาองค์ประกอบ เอ็กซ์-แฟกเตอร์ (X-factor) มาร่วมพิชิตซึ่งท้องทะเลอันน่าเกรงขามสูงสุด และเพื่อเป็นเกียรติให้แก่เหล่านักแล่นเรือ ผู้ซึ่งเลือกที่จะกล้าเสี่ยงกับทุกๆ สิ่งในการผจญต่อความท้าทายอันแสนอันตราย และอุปสรรคอีกมากมายตลอดเส้นทางผ่านจุดนีโม หรือนีโม พอยต์ (Nemo Point) สถานที่อันไกลโพ้นจากแผ่นดินออกไปกว่า 2,700 กิโลเมตร

ถือเป็นบททดสอบอย่างสุดขั้วในการแข่งขันความเร็วบนมหาสมุทร วองเด โกลบจะเริ่มต้นและสิ้นสุดการแข่งขันที่ ซาเบลอส์ โดลอนน์ (Sables d’Olonne) ในเขตวองเดของประเทศฝรั่งเศส โดยเป็นการแข่งขันที่ไม่มีการสนับสนุน ไม่มีการจอดพัก หรือความช่วยเหลือทางเทคนิคใดๆ

บรรดานักแล่นเรือจะต้องผจญกับสภาวะอากาศอันหนาวเหน็บ กับมหาคลื่นยักษ์ ท่ามกลางท้องฟ้าครึ้มหม่น และคลื่นลมพัดโหมกระหน่ำไปด้วยเสียงอันโหยหวน ขณะที่พวกเขาพยายามเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกและมหาสมุทรใต้เพียงลำพังรอบผืนทะเลอันแสนโหดร้ายและน่าเกรงขามที่สุดบนโลกใบนี้ 

วองเด โกลบเป็นการแข่งขันที่จัดขึ้นทุกๆ 4 ปี และมักจะถูกขนานนามกันว่าเป็นภารกิจ “เอเวอเรสต์แห่งท้องทะเล” (“Everest of the Seas”) ที่นำพาให้เหล่าเรือยอชท์แบบโมโนฮัลล์ (monohull yachts) มุ่งหน้าเดินทางจากชายฝั่งของฝรั่งเศสออกไปไกลโพ้นถึง 40,075 กิโลเมตร ตามเส้นทางโคจรจากเหนือจรดใต้ซึ่งเป็นระยะทางรอบโลก

และเพื่อจำกัดความเสี่ยงต่อการผจญกับภูเขาน้ำแข็ง เส้นทางการแข่งขัน หรือเรซ ไดเรกชั่น (Race Direction) ของรายการนี้ จึงได้กำหนดเขตพื้นที่ที่ห้ามแล่นเรือ หรือที่เรียกกันว่า แอนตาร์กติก เอ็กซ์คลูชั่น โซน (Antarctic Exclusion Zone – AEZ) ซึ่งจะอยู่รอบมหาสมุทรแอนตาร์กติกที่ตำแหน่งระหว่าง 45 องศาบนด้านของหมู่เกาะครอเซ (Croset Islands) และ 68 องศาจากแหลมฮอร์น (Cape Horn) 
การแข่งขันวองเด โกลบ ครั้งต่อไปจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 2020 และจะเป็นปีที่ 30 นับตั้งแต่เริ่มต้นการแข่งขันอันท้าทายนี้เป็นครั้งแรก โดยมียูลิส นาร์แดง รับหน้าที่เป็นผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการของการแข่งขันนี้ด้วย 

“นี่ไม่ใช่แค่เพียงการแข่งขันสำหรับผู้ที่อยากจะเอาชนะตนเอง” แพทริค พรูโนซ์ (Patrick Pruniaux) ซีอีโอของยูลิส นาร์แดง เผย

“แต่ยังเป็นความท้าทายในโลกยุคใหม่อันทันสมัยของชาวยูลิส (Ulysses) ผู้ซึ่งเชื่อว่าพวกเขาจะสามารถเผชิญหน้ากับตนเอง กับความกลัว และพลังอันกร้าวแกร่งสูงสุดของธรรมชาติ เพื่อสร้างและพิชิตซึ่ง มหากาพย์แห่งท้องทะเลได้อย่างสมบูรณ์”

“เราดีใจที่ได้ต้อนรับยูลิส นาร์แดง ในฐานะผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการ (Official Timer) ของการแข่งขันวองเด โกลบ 2020-2021 แบรนด์นักบุกเบิกสร้างสรรค์แห่งวงการการประดิษฐ์เรือนเวลาสวิสชั้นสูง (Swiss Haute Horlogerie) นี้ได้สร้างซึ่งความเชื่อมโยงอันมั่นคงและเป็นสากลกับโลกแห่งท้องทะเลมายาวนาน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องธรรมชาติที่วองเด โกลบ ในฐานะการแข่งขันแล่นเรือเพียงลำพังนอกชายฝั่งซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และยูลิส นาร์แดงจะได้มาจับมือกัน เพื่อสร้างซึ่งสัมพันธภาพอันเข้มแข็งไปสู่การแข่งขันครั้งต่อไป” อีฟ ออวิเนต์ (Yves Auvinet) ประธานแห่งวองเด โกลบ กล่าว 

ไดเวอร์ เอ็กซ์ เคป ฮอร์น, 44 มม. 
แหลมฮอร์น หรือเคป ฮอร์น นับเป็นหนึ่งจุดที่บรรดานักแล่นเรือของการแข่งขันวองเด โกลบ จะต้องผจญผ่านในระหว่างการเดินทางรอบโลก และเป็นหนึ่งในเส้นทางอันตรายสูงสุด โดยระหว่างที่พวกเขาแล่นเรือรอบจุดปลายสุดทางตอนใต้ของประเทศชิลี กัปตันเรือจะต้องผจญกับทั้งภูเขาน้ำแข็ง คลื่นลมที่โหมกระหน่ำ และกระแสน้ำเชี่ยวอันเต็มไปด้วยอันตราย ทำให้นี่เป็นหนึ่งในบทพิสูจน์ความกล้าหาญและท้าทายสูงสุดของการแข่งขันรอบโลกอันโด่งดังนี้

ซึ่งขณะที่พวกเขาแล่นเรือออกไปรอบโลก เส้นทางรอบๆ เคป ฮอร์น ยังเป็นหนึ่งในการผจญภัยสูงสุด ด้วยเพราะเป็นจุดที่มหาสมุทรแปซิฟิกและแอตแลนติกมาบรรจบกัน ธรรมชาติ ณ จุดนี้จึงปลดปล่อยรังสีแห่งความเกรี้ยวกราด แต่ละจุดที่ผ่านจึงยิ่งอันตรายและต้องระวังมากขึ้นไปเรื่อยๆ โดยจุดบรรจบกันทางภูมิศาสตร์ของเคป ฮอร์น เช่นเดียวกับเส้นทางการแข่งขันของวองเด โกลบนี้ได้ถูกประทับเป็นความพิเศษไว้บนฝาหลังของนาฬิกาแต่ละเรือน 

โดดเด่นด้วยงานเย็บตะเข็บสีเหลืองส้มบนสาย ที่ชวนให้นึกถึงเส้นทางสายเครื่องเทศ (Spice Route) หรือการเดินทาง ผจญภัยรอบเกาะติเอร์ราเดลฟูเอโก (Tierra del Fuego) เช่นเดียวกับขอบตัวเรือนคาร์บอน และสัญลักษณ์อักษร ‘X’ อันเป็นที่จดจำได้ทันทีบนหน้าปัด

โดยยูลิส นาร์แดง ไดเวอร์ เอ็กซ์ เคป ฮอร์น ในฐานะนาฬิกาอย่างเป็นทางการของวองเด โกลบ รุ่นนี้จะผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 300 เรือนเท่านั้น พร้อมทั้งการขับเคลื่อนของกลไก ยูเอ็น-118 (UN-118) ซึ่งรับประกันได้ถึงความเที่ยงตรงในทุกๆ ซีกโลก และทุกๆ เวลาของทั้งกลางวันหรือแม้แต่กลางคืน

โดยประกอบคู่มากับสายผ้าผลิตจากเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่สามารถปรับได้ แต่มีน้ำหนักเบา และวัสดุนี้ยังจับคู่ได้อย่างสง่างามเข้ากับหน้าปัดทำจากคาร์บอนน้ำหนักเบาพิเศษ ซึ่งคาดด้วยอักษร ‘X’ สีดำขัดซาตินจากตำแหน่ง 6-12 นาฬิกา และตกแต่งแบบนูนต่ำ มีมิติอย่างสวยเด่นอยู่กลางหน้าปัด

ไดเวอร์ เอ็กซ์ นีโม พอยต์, 44 มม.
อีกหนึ่งในสถานที่มากมายที่นักแล่นเรือต้องผจญผ่าน คือ จุดนีโม หรือนีโม พอยต์ ตำแหน่งในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ที่อยู่ห่างออกไปไกลโพ้นจากชายฝั่งของประเทศชิลี โดยตั้งชื่อตามกัปตันนีโม ในนวนิยายของนักเขียน จูลส์ เวิร์น (Jules Verne) และมีความหมายที่ค่อนข้างตรงตามชื่อว่า ท่ามกลางความอ้างว้างที่ใดสักแห่ง ซึ่งนีโม พอยต์นี้อยู่ใกล้กับจุดตกหรือสุสานของสถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station) มากกว่าแผ่นดินเสียอีก โดยตั้งอยู่ที่พิกัด 48°52.6’S 123°23.6’W ตำแหน่งกลางมหาสมุทรที่ห่างไกลจากแผ่นดินมากที่สุดในโลก

โดยเป็นสถานที่ทางมหาสมุทรศาสตร์ซึ่งตั้งอยู่ภายในแพขยะใหญ่แปซิฟิก (South Pacific Gyre) ตำแหน่งที่อยู่ห่างไกลมากที่สุดในโลก ซึ่งการแล่นเรือผ่านนีโม พอยต์ นักเดินเรือจำนวนไม่น้อยที่ร่วมลงแข่งขันในวองเด โกลบ ต้องผจญกับทั้งแรงอันมหาศาลของกระแสน้ำหมุนในมหาสมุทร และแรงสู่ศูนย์กลางที่ทดสอบขีดความสามารถของพวกเขาอย่างถึงแก่น โดยจุดบรรจบทางภูมิศาสตร์ของนีโม พอยต์ เช่นเดียวกับเส้นทางการแข่งขันของวองเด โกลบนี้ได้ประทับเป็นความพิเศษไว้บนฝาหลังของนาฬิกาแต่ละเรือนเช่นกัน 

จับคู่มากับสายผ้าสีน้ำเงิน แต่งริมขอบสีแดง ที่ชวนให้นึกถึงสายรั้งกระดานโต้คลื่น พร้อมทั้งเทคโนโลยีการผลิตสายอันล้ำสมัย ผสมผสานเข้ากับขอบตัวเรือนทำจากยางสีน้ำเงิน และสัญลักษณ์อักษร ‘X’ อันเป็นที่จดจำได้ทันทีบนหน้าปัด

นาฬิกายูลิส นาร์แดง ไดเวอร์ เอ็กซ์ นีโม พอยต์ รุ่นนี้จะผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 300 เรือนเท่านั้น และขับเคลื่อนด้วยกลไก ยูเอ็น-118 ที่รับประกันได้ถึงความเที่ยงตรงในทุกๆ ซีกโลก และทุกๆ เวลาของช่วงกลางวันหรือแม้แต่กลางคืน มอบความโดดเด่นอันเข้มแข็งด้วยอักษร ‘X’ สีน้ำเงินตกแต่งแบบนูนต่ำที่ทาบคาดกลางหน้าปัด เช่นเดียวกับเส้นทางการแข่งขันของวองเด โกลบ ที่ประทับไว้บนฝาหลัง 

You May Also Like