Search
Close this search box.

ปัตตานี เมืองมากเสน่ห์แห่งชายแดนใต้ (1)

สัมผัสความงามในแบบ Unseen Pattani

การเดินทางไปเยือนปัตตานีครั้งนี้ ทีมงาน The Passport ได้รับการสนับสนุนจาก องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์กรมหาชน) หรือ อพท. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา ที่ดำเนินงานวิจัยด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) มาอย่างต่อเนื่อง

กิจกรรมท่องเที่ยวต่างๆในบทความนี้ จึงผ่านการสำรวจเพื่อพัฒนาศักยภาพให้เป็นที่ยอมรับในตลาดท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยมีกลุ่มชุมชนในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมกลายเป็นรูปแบบการท่องเที่ยววิถีชุมชนต้นแบบที่น่าสนใจ

จุดหมายแรกของการเดินทาง เริ่มต้นที่ “ชุมชนท่องเที่ยวทรายขาว อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี” ชุมชนท่องเที่ยวทรายขาว อำเภอโคกโพธิ์ เป็นชุมชนสองวัฒนธรรม เพราะชาวพุทธกับชาวมุสลิมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมาตั้งแต่สมัยตั้งรกราก ต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกันทั้งเรื่องอาชีพ รวมถึงด้านการท่องเที่ยวที่ชาวบ้านทั้งสองศาสนา ต่างร่วมกันต้อนรับนักท่องเที่ยว เพื่อให้ได้สัมผัสกับเสน่ห์ของวิถีชุมชนที่พวกเขารัก

** การท่องเที่ยวชุมชนทรายขาว ติดต่อคุณชนินทร์ เศียรอินทร์ (ประธานชุมชนท่องเที่ยวบ้านทรายขาว) โทรศัพท์ 08-9737-9553 **

กิจกรรมท่องเที่ยวที่นี่เริ่มด้วยการนั่งรถจิ๊บโบราณจากยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ชาวชุมชนซื้อรถเก่ามาใช้ในงานเกษตรกรรม และสามารถใช้โดยสารเพื่อการท่องเที่ยวได้อีกด้วย รถจิ๊บขับเคลื่อนสี่ล้อมุ่งหน้าไปสู่จุดชมวิวเขารังเกียบ เพียงครึ่งชั่วโมง เราก็ได้เห็นทัศนียภาพเขียวขจีของผืนป่า พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติสันกาลาคีรี และหมู่บ้านด้านล่างกลายเป็นขนาดจิ๋ว ซึ่งโชคดีที่อากาศแจ่มใสเป็นใจ ทำให้มองไปไกลถึงทะเลอ่าวไทยอยู่ลิบๆ


จุดชมวิวเขารังเกียบ เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธมหามุนินทโลกนาถ พระพุทธรูปองค์มหึมา สูงประมาณ 30 เมตร ซึ่งสร้างเสร็จเมื่อปี 2553 พระพุทธรูปมีความหมายว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นจอมผู้รู้ที่ยิ่งใหญ่ ทรงเป็นที่พึ่งของชาวโลก ซึ่งหากมองจากด้านล่างก็จะเห็นพระพุทธรูปองค์นี้ตระหง่านอร่ามตาอยู่บนเทือกเขาสันกาลาคีรี

หลังจากชมวิว และสักการะองค์พระใหญ่กันเสร็จสรรพ รถจิ๊บก็ลงจากยอดเขา พร้อมแวะให้ชมความงามประหลาดที่ธรรมชาติรังสรรค์ไว้ คือ ผาพญางู ผาหินขนาดยักษ์ที่มีลักษณะคล้ายหัวงู ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าจะคอยปกป้องดูแลผืนป่าแห่งนี้ สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีเวลามากสักหน่อย อยากเล่นน้ำคลายร้อน ปากทางขึ้นยอดเขา เป็นทางเข้าไปสู่น้ำตกทรายขาว แหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจขวัญใจชาวท้องถิ่น ซึ่งหากเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุดยาวตามเทศกาลแล้วล่ะก็ แทบจะกลายเป็นสวนน้ำธรรมชาติที่คึกคัก คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มาเติมความสดชื่นของธารน้ำใสสะอาดจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว

รถจิ๊บ นำคณะท่องเที่ยวมุ่งไปตามถนนในชุมชน จากนั้นก็ลัดเลาะซอกแซกไปตามสวนผลไม้ เตรียมตัวสู่จุดหมายปลายทางที่ชาวบ้านภูมิใจนำเสนอ …

ทุเรียนทรายขาว อร่อยไม่แพ้ที่ใดในประเทศไทย ! ชาวบ้านในชุมชนทรายขาวกล่าวไว้เช่นนั้น  ทั้งนี้เพราะว่า ทุเรียนทรายขาว คือ สายพันธุ์ดั้งเดิมมาจากทุเรียนนนท์อันเลื่องชื่อ แต่เมื่อนำมาปลูกในพื้นที่ที่สภาพดินน้ำอุดมสมบูรณ์และมีเอกลักษณ์ของสภาพอากาศเฉพาะถิ่นทางภาคใต้ จึงเปลี่ยนให้พันธุ์ทุเรียนนนทบุรีที่ดีอยู่แล้ว ยิ่งกลายเป็นสุดยอดทุเรียนกว่าเดิม รสอร่อยหวานมัน มีทั้งแบบนิ่ม แบบเนื้อแน่น แถมด้วยผลไม้อื่นๆอีกมากมาย อาทิ มังคุด เงาะ ลองกอง

** กิจกรรมชม ชิม ตะลอนสวนผลไม้ ต้องไปให้ตรงกับฤดูกาล ซึ่งเป็นช่วงมิถุนายน ไปจนถึงปลายสิงหาคมของทุกปี **

อิ่มผลไม้กันแล้ว เรามุ่งหน้าสู่ “มัสยิดนัจมุดีน” หรือ มัสยิดบาโงยลางา มัสยิดโบราณกว่า 300 ปีที่มีสถาปัตยกรรมการก่อสร้างผสมผสานศิลปะไทยกับศิลปะแบบมุสลิมในสถานที่เดียวกัน ที่มาของการสร้างก็เป็นความร่วมแรงร่วมใจของพี่น้องสองศาสนาในชุมชน ที่ช่วยเหลือกันจนสำเร็จ


มัสยิดแห่งนี้ จึงมีลักษณะคล้ายศาลาการเปรียญที่ชาวมุสลิม ใช้เป็นสถานที่ประกอบศาสนาตามความเชื่อได้ตามปกติ  สิ่งที่น่าตื่นเต้นอีกอย่าง คือ มัสยิดนี้สร้างโดยไม่ใช้ตะปู แต่ใช้ลิ่มไม้แบบภูมิปัญญาดั้งเดิม กลายเป็นศาสนสถานอันงดงามมาจวบจนปัจจุบัน และอีกความสำคัญของมัสยิด ยังเป็นที่เก็บรักษาพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานโบราณฉบับเขียนด้วยมือ ซึ่งมีปกทำจากเปลือกต้นมะม่วงหิมพานต์

จากนั้น ชาวชุมชนนำเราไปชมมรดกวัฒนธรรมอีกอย่างของชาวทรายขาว คือ การทอผ้าลายจวนตานี หนึ่งในผืนผ้าอันเป็นลายดั้งเดิมหายากของพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้

ผ้าลายจวนตานี มีเอกลักษณ์สำคัญ คือ สีสันฉูดฉาดโดดเด่น สีระหว่างเชิงผ้าตัดกัน ลายเชิงผ้าและตัวผ้าต้องแตกต่าง และผ้าดั้งเดิมต้องเป็นสีแดงเท่านั้น แม้ไม่มีหลักฐานชัดว่าผ้าทอแห่งปัตตานีมีมานานเพียงใด แต่ผ้าจวนตานี ปรากฏถึงในวรรณคดีไทย เรื่องขุนช้างขุนแผน และ อิเหนา ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 ก่อนจะเดินทางออกจากชุมชนทรายขาว เรามีโอกาสได้แวะชมความวิจิตรของ “วัดทรายขาว” วัดเก่าแก่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2300 ซึ่งเป็นวัดสำคัญแห่งหนึ่งในพื้นที่ชายแดนใต้ ความงามของพระอุโบสถนั้น มีลักษณะคล้ายกับวัดพระพุทธบาท สระบุรี และเดินทางจากชุมชนทรายขาวไปไม่ไกล เรายังได้แวะไปยังวัดช้างให้ หรือวัดราษฎร์บูรณะ ศาสนสถานพุทธที่มีชื่อเสียงอีกแห่งของภาคใต้ 

ปัตตานี เป็นเมืองพหุวัฒธรรม มีทั้งพุทธ อิสลาม และจีน ผสมผสานร่วมกันอย่างกลมกลืน ก่อนเดินทางกลับเข้าตัวเมือง เราจึงแวะชมมัสยิดสำคัญอีกแห่งของจังหวัดปัตตานี นั่นคือ มัสยิดกรือเซะ ตำบลตันหยงลุโละ ซึ่งห่างจากตัวเมืองปัตตานี ประมาณ 6 กิโลเมตร

มัสยิดแห่งนี้สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเรื่องเล่าในตำนานสมัยก่อนนั้น มีความคลาดเคลื่อนจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์อยู่พอสมควร แนะนำว่าให้ฟังประวัติจากชาวชุมชนมุสลิมในพื้นที่ ซึ่งเล่าว่า ความเสียหายของมัสยิดในอดีต เกิดในยุคที่สยามกับปัตตานียังทำสงครามกัน

มัสยิดกรือเซะนับเป็นโบราณสถาน ที่มีความงามโดดเด่นด้วยลักษณะสถาปัตยกรรมเปอร์เซีย มีการก่อสร้างเป็นแบบเสากลม ช่องประตูหน้าต่างมีทั้งแบบโค้ง แหลม โค้งมน หาชมได้ยาก 

มัสยิดกรือเซะ ยังเป็นศาสนสถานที่ชาวชุมชนใช้ประกอบพิธีกรรมตามปกติ ดังนั้น นักท่องเที่ยวจึงต้องแต่งกายสุภาพ และเที่ยวชมด้วยความสำรวม ให้เกียรติสถานที่

ไม่ไกลจากมัสยิดกรือเซะ มีศาลาริมทะเลแห่งหนึ่ง ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนมีคนเล่ากันว่า อาจเป็นสุสานของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว แต่เมื่อชำระประวัติศาสตร์กันแล้ว คาดว่าน่าจะเป็นเพียงสุสานของคนอื่นมากกว่า (สุสานหรือฮวงซุ้ยเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ที่เชื่อว่าเป็นสถานที่จริง ตั้งอยู่บริเวณมัสยิดกรือเซะ ส่วนศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวนั้น อยู่ในเขตตัวเมืองปัตตานี อย่าจำสับสนกัน)

อย่างไรก็ตาม ด้วยความแปลก และน่าสนใจ เราจึงเดินทางไปชมสุสานกลางน้ำแห่งนี้กันสักหน่อย … ในศาลาเก่าๆริมทะเลนั้น ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าเป็นสุสานของผู้ใด สันนิษฐานว่าอาจเป็นชาวจีนในยุคเดียวกับเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเท่านั้น แต่ที่นี่ก็เป็นสถานที่อันซีน เพราะแผ่นหินขนาดใหญ่ที่เชื่อว่าเป็นสุสานกลางน้ำ และจะปรากฏให้เห็นก็ต่อเมื่อช่วงเวลาน้ำลดมากๆเท่านั้น ซึ่งไม่บ่อยครั้งนักที่จะได้เจอ

อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ใช่สุสานสำคัญทางประวัติศาสตร์อะไร แต่ก็ไม่ต้องกลัวเสียเที่ยว เพราะหากไปริมทะเลตันหยงลุโละในช่วงเวลาบ่ายคล้อยก่อนเย็นแล้ว บรรยากาศริมทะเลปัตตานีตรงนั้น ก็สวยงามแปลกตาไปอีกแบบ มีชาวบ้าน มาเดินออกกำลังกาย เด็กๆมาปั่นจักรยาน และบรรดาฝูงนกริมทะเล โบยบินหากินริมหาด เป็นจุดถ่ายภาพที่ต้องกดชัตเตอร์รัวๆ ปิดท้าย ค่ำคืนของการเดินทาง ทีมงานแวะพักที่โรงแรมซีเอส ปัตตานี ซึ่งโรงแรมในตัวเมืองแห่งนี้ มีของดีระดับ 5 ดาว นั่นคือ โรตี ชาชัก!!!
โรตีกรอบ โรตีนุ่ม มะตะบะ และชาชักรสเข้มข้น มีร้านขายอยู่ภายในโรงแรม ซื้อแล้วนั่งกินได้เลย เพราะมีโต๊ะเก้าอี้ ให้นั่งสบายๆอยู่บริเวณลานหน้าโรงแรม ใครชอบโรตี-ชาชัก สไตล์ปักษ์ใต้ บอกเลยว่าห้ามพลาด

You May Also Like