ทำความรู้จักกับ 8 เมืองที่มีความยั่งยืนมากที่สุดในโลก

เมืองสีเขียวจากทั่วโลก
หลายเมืองทั่วโลกเริ่มหันมามุ่งมั่นที่จะสร้างความยั่งยืนให้กับโลกใบนี้ คำถามคือ ใจกลางเมืองที่มีแต่อาคารบ้านเรือนและความวุ่นวาย จะสามารถก่อร่างสร้างพื้นที่สีเขียวได้จริง ๆ น่ะหรือ? ลองมาดู 8 เมืองที่มีความยั่งยืนที่สุดจากทั่วโลก ที่มีตั้งแต่ร้านอาหาร zero-waste ไปจนถึงสถาปัตยกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

Copenhagen, Denmark
โคเปนเฮเกนตั้งเป้าจะเป็นเมืองปลอดคาร์บอนแห่งแรกของโลกภายในปี 2025 และดูเหมือนว่ากำลังจะไปได้ดีเลยทีเดียว มีปริมาณขยะเพียง 2% จากขยะทั้งหมดที่นำไปฝัง นอกเหนือจากนั้นจะนำไปรีไซเคิลหรือไม่ก็แปลงเป็นพลังงานที่ Copenhill โรงงานไฟฟ้าขยะในเมืองที่มาพร้อมกับดาดฟ้าสีเขียว ที่ผู้คนสามารถเข้ามาเล่นสกีหรือจะปีนผาก็ได้

ส่วนการเดินทางไปรอบ ๆ เมืองก็แสนจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะมีทั้งรถไฟฟ้า เรือพลังงานแสงอาทิตย์ เครือข่ายเส้นทางจักรยานที่ครอบคลุม และถนนที่น่าเดิน Portland, Oregon
พอร์ตแลนด์เป็นสวรรค์สำหรับคนรักกิจกรรมกลางแจ้ง ด้วยการวางผังเมืองอันชาญฉลาด สวนสาธารณะที่อุดมสมบูรณ์ และป่าในเมืองที่ได้รับการอนุรักษ์อย่างดี ทำให้เมืองที่ล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติ เป็นมิตรกับคนเดินเท้าและคนปั่นจักรยาน ไม่แปลกที่จะมีจำนวนคนปั่นจักรยานมากกว่าเมืองอื่น ๆ ในสหรัฐอเมริกา

ความยั่งยืนเป็นเรื่องของชุมชน หากไปเยือนพอร์ตแลนด์ก็จะได้พบกับร้านขายของมือสอง ห้องสมุดเล็ก ๆ ที่เข้าไปนั่งอ่านได้ฟรี ๆ ร้านอาหาร zero-waste ร้านอาหารมังสวิรัติ และเวิร์กช็อปสอนงานช่างและงานฝีมือ เพื่อให้ตอบสนองกับนโยบาย “reduce, reuse, recycle” Singapore
สิงคโปร์มีข้อจำกัดอยู่ที่ขนาดของประเทศด้วยจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขยะก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นตาม ๆ กันซึ่งหมายความว่า Semakau ที่ฝังกลบขยะแห่งเดียวของสิงคโปร์จะเต็มภายในปี 2035 แต่ต้องชื่นชมในความพยายามที่จะเอานวัตกรรมใหม่ ๆ มาบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง จนกลายเป็นเมืองที่มีความยั่งยืนมากที่สุดเมื่อปี 2018

สถานที่ท่องเที่ยวหลักของประเทศ เช่น Gardens by the Bay, Jewel Changi และ Marina One ได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงความยั่งยืนและภายในปี 2030 สถาปัตยกรรมของเมือง 80% จะถูกออกแบบให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย มีร้านค้าเช่น Ugly Food มาเปลี่ยนวิถีการกินของชาวสิงคโปร์ใหม่ ด้วยการสนับสนุนให้หันมายอมรับผักและผลไม้ที่หน้าตา “น่าเกลียด” เพื่อลดการทิ้งขว้างอาหาร และร้านชำที่มีชื่อว่า UnPackt ก็มาพร้อมกับแนวความคิดเรื่อง zero-waste Lisbon, Portugal
ลิสบอนได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองสีเขียวจากคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปในปี 2020 ด้วยเหตุผลที่ว่า มีการเพิ่มพื้นที่สวนสาธารณะอีก 300 เอเคอร์ให้กับเมือง มีการสนับสนุนให้ใช้ยานพาหนะไฟฟ้าโดยมีจุดชาร์จรถยนต์ จักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ รถจักรยานยนต์ และรถประจำทางไฟฟ้าให้บริการท่ัวทั้งเมือง

ในศูนย์กลางย่านสร้างสรรค์ของเมือง ก็เป็นที่ตั้งของศูนย์การค้า LX Factory ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีทั้งร้านเสื้อผ้าและรองเท้ารีไซเคิล  ร้านขายของใช้ภายในบ้านที่เหมาะสำหรับความยั่งยืน และร้านอาหารมังสวิรัติที่น่าสนใจอยู่เพียบ Bengaluru, India
เมืองที่รู้จักกันในชื่อ บังกาลอร์ ที่ได้ชื่อว่ามีความแออัดมากที่สุดในโลก แต่ตอนนี้พวกเขากำลังใช้เทคโนโลยีมาช่วยแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง ด้วยการเพิ่มสกูตเตอร์ไฟฟ้ากว่า 1,000 คันเอาไว้ให้ใช้บริการ รวมถึงการสร้างแอปพลิเคชัน Quickride ให้ชาวเมืองหันมาใช้การเดินทางแบบ “คาร์พูล” เพื่อลดปริมาณการจราจรที่แสนจะคับคั่ง

ในขณะเดียวกันเทรนด์ใส่ใจสิ่งแวดล้อมก็เริ่มมาแรง ตอนนี้ผู้คนในบังกาลอร์สามารถเลือกซื้อของชำปราศจากบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ความงามที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ที่ Green Mantra Store สามารถจิบน้ำผลไม้สดหรือถ้วยกะลามะพร้าวที่ Eat Raja และสามารถเข้าพักที่โฮสเทล Cuckoo ที่ให้บริการจักรยานให้เช่า และมีสวนบนระเบียงที่ตกแต่งด้วยบรรดาของรีไซเคิล Vancouver, Canada
แวนคูเวอร์มีครบทั้งป่าไม้และชายหาดที่อยู่ไม่ไกล ทำให้พวกเขามีแรงจูงใจที่จะอนุรักษ์โลกใบนี้ ตั้งแต่ปี 2010 มีการปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 122,000 จากที่ตั้งเป้าไว้ 150,000 ต้น และเป็นเมืองที่มีระดับการปล่อยคาร์บอนน้อยที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ และพวกเขาตั้งใจจะเป็นเมืองปลอดขยะภายในปี 2040

ต้องขอบคุณโครงการมากมายที่เกิดขึ้นในเมืองแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดสาธารณะที่มาพร้อมหลังคาสีเขียวช่วยจัดการน้ำฝน ควบคุมอุณหภูมิของอาคาร และเป็นที่อยู่อาศัยของผึ้ง สวนบนดาดฟ้าที่มาพร้อมกับพืชพื้นเมืองที่ทนแล้งและแผงโซลาร์เซลล์ และ Seaside Greenway ความยาว 28 กม. ซึ่งเป็นทางเดินริมน้ำที่ยาวที่สุดในโลก เชื่อมต่อพื้นที่สาธารณะหลายแห่งของแวนคูเวอร์รวมถึง Stanley Park Seawall แหล่งพักผ่อนหย่อนใจยอดนิยมของชาวเมือง Ljubljana, Slovenia
สโลวีเนียเป็นดินแดนที่ขึ้นชื่อว่ามีพื้นที่ชนบทที่แสนบริสุทธิ์ ลูบลิยานาก็เป็นหนึ่งในนั้น ด้วยบรรยากาศของเมืองที่น่าอยู่และเขียวขจี พื้นที่ใจกลางเมืองกว่า 10 เฮกตาร์ ล้วนเป็นทางเท้า และสิ่งที่ตอกย้ำว่าที่นี่คือเมืองแห่งความยั่งยืนคือ ระบบจัดการขยะที่ล้ำสมัย ทำให้เมืองนี้ส่งขยะไปฝังกลบน้อยกว่าที่เคยทำในปี 2008 ถึง 80% และยังมีเป้าหมายที่จะลดให้เหลือเพียง 60 กิโลกรัมต่อคนภายในปี 2025

ลูบลิยานาจัดเป็นเมืองแรกในยุโรปที่ยึดมั่นในเป้าหมายขยะเป็นศูนย์ มีบริษัทที่ชื่อว่า  Voka Snaga สร้างตู้กดขายของอัตโนมิตขึ้นมาเพื่อขายสินค้าออร์แกนิกโดยเฉพาะ เช่น แชมพู  น้ำมัน น้ำส้มสายชู โดยให้ผู้ซื้อนำบรรจุภัณฑ์มาเองเพื่อลดปริมาณบรรจุภัณฑ์แบบใช้แล้วทิ้ง San Francisco, California
ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองแรกในสหรัฐอเมริกาที่ห้ามใช้ถุงพลาสติกและหลอด ทำให้เครื่องใช้พลาสติกเป็นสิ่งผิดกฎหมายตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2019 ขยะกว่า 80% นำไปรีไซเคิล หมัก หรือนำกลับมาใช้ใหม่ จนทุกวันนี้ซานฟรานซิสโกส่งขยะไปฝังกลบน้อยกว่าที่อื่น ๆ ในประเทศ

นอกจากนั้นยังมีร้านอาหารมังสวิรัติตั้งอยู่มากมากทั่วทั้งเมือง เช่น  Beloved Cafe และ Gracias Madre ที่รอให้เข้าไปลิ้มรส และเพื่อไม่ให้เสียเที่ยวอย่าลืมออกไปเดินเล่นริมถนน แม้จะมีเนินสูง ๆ อยู่เยอะ แต่ที่นี่ก็ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่น่าเดินมากที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา

You May Also Like