Search
Close this search box.

Dark Tourism ท่องเที่ยวแบบสะเทือนใจ

เราได้เรียนรู้อะไรจากบาดแผลทางประวัติศาสตร์
หากกล่าวถึงคำว่า “การท่องเที่ยว” เรามักนึกถึงท้องทะเลสีคราม ผืนฟ้าใส ยอดเขาประดับหิมะขาวโพลน หรือร้านรวงที่เดินสำรวจได้เป็นวัน ๆ แต่ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการคมนาคมแสนสะดวกที่ทำให้การท่องเที่ยวสำหรับคนในศตวรรษที่ 21 เป็นเรื่องง่ายเพียงปลายนิ้วคลิกและย่อโลกทั้งใบให้อยู่ภายในจอโทรศัพท์ ทำให้ความงดงามทางธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ไม่ใช่เรื่องน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับนักท่องเที่ยวผู้กระหายความแปลกใหม่อีกต่อไป การแสวงหานิยามของการท่องเที่ยวในรูปแบบอื่น ๆ จึงถือกำเนิดขึ้น หลายสถานที่ไม่เพียงแต่ต้องอาศัยความกล้า แต่ยังต้องปฏิบัติตามกฎของสถานที่อย่างเคร่งครัดอีกด้วยเพราะภยันตรายที่เกิดขึ้นนานกว่าสองทศวรรษยังแฝงตัวอยู่ทั่วไปในอากาศ ดังนั้น นักท่องเที่ยวสายดาร์กจึงควรศึกษากฎ ระเบียบ ข้อปฏิบัติอย่างละเอียดก่อนเยือนสถานที่นั้น ๆ ต่อไปนี้ คือ ตัวอย่างสถานที่ท่องเที่ยวที่เรื่องราวเลวร้ายน่าหดหู่ใจ เคยเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์และหากนับรวมกันแล้ว มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวมากถึงกว่า 2 ล้านคน! 1.พิพิธภัณฑ์สังหารหมู่
ลืมโมนาลิซา บอกลาแวนโก๊ะไปได้เลยเพราะนี่ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์แสดงงานศิลปะ แต่เป็น “พิพิธภัณฑ์สังหารหมู่” (Museum of Holocaust) ที่จัดแสดงนิทรรศการแสดงเรื่องราวการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านสื่อต่าง ๆ ทั้งภาพยนตร์ ภาพถ่าย ข้าวของ เครื่องใช้ ฯลฯ โดยบอกเล่าตั้งแต่แนวคิดไปจนถึงการปฏิบัติการขั้นสุดท้าย ตอกย้ำให้เห็นถึงความโหดร้ายของสงครามและเป็นเครื่องย้ำเตือนไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย “พิพิธภัณฑ์สังหารหมู่” ตั้งอยู่ในหลายเมืองทั่วโลก อาทิ กรุงวอชิงตันดีซี นิวยอร์ก ลอสแองเจลิส ฮุสตัน ฯลฯ ในสหรัฐอเมริกา กรุงเยรูซาเล็ม ประเทศอิสราเอล กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เป็นต้น 2. ค่ายกักกันชาวยิวและเขมร
ความน่าหดหู่ในพิพิธภัณฑ์ยังเทียบไม่ได้แม้แต่น้อยเมื่อได้ไปเยือนสถานที่จริง “ค่ายกักกันเอาช์วิตซ์ (Auschwitz) และเบียร์เคอเนา (Birkenau)” ในโปแลนด์คือสถานที่ที่ชาวยิวกว่าล้านคนถูกกักขังและใช้แรงงานในสภาพความเป็นอยู่ที่ทารุณ ภายในค่ายจัดแสดงหลักฐานจริง อาทิ เส้นผมและรองเท้าของเหยื่อชาวยิวกองสูงท่วมหัว กระป๋องแก๊สพิษที่ใช้สังหาร ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินชมได้ทั้งภายในอาคารกักกัน สนามยิงเป้า และห้องรมแก๊ส! แต่หากยังไม่ต้องการเดินทางไกลไปถึงโปแลนด์ “ทุ่งสังหาร (Killing Field) และพิพิธภัณฑ์สังหารหมู่ตวลเสลง” (Tuolslegng Genocide Museum) ในกรุงพนมเปญ คือหลักฐานอีกแห่งที่แสดงให้เห็นถึงร่องรอยความโหดร้ายของสงครามและมิจฉาทิฏฐิของกองทัพเขมรแดง เนื่องจากตวลเสลงออกจะ “ดิบ” กว่าที่เอาช์วิตซ์อยู่มาก การเยือนสถานที่แห่งนี้จึงทำเอาหายใจหายคอไม่ออกเลยทีเดียว 3. เกาะสุดหลอน
เรื่องราวสุดหลอนของเกาะฮาชิมะ (Hashima) ในจังหวัดนางาซากิของประเทศญี่ปุ่นได้รับการเผยแพร่เนื่องจากในระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Battle Royale บนเกาะร้างแห่งนี้มีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นมากมาย แต่ที่ทำให้ต้องถึงกับหยุดการถ่ายทำไปหลายวันคือ เหตุการณ์ที่นักแสดงหญิงคนหนึ่งถูกสิ่งเหนือธรรมชาติเข้าครอบงำ โดยเธอบอกว่า “ที่นี่คือที่ของเธอและเป็นที่เต็มไปด้วยวิญญาณอาฆาต” เกาะแห่งนี้เคยเป็นเหมืองถ่านหินและยังใช้เป็นที่คุมขังและทำงานของเชลยสงครามชาวจีนและเกาหลีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 4.มหันตภัยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
อุบัติเหตุแกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลข 4 ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เมืองพรีเพียต (Pripyat) ประเทศยูเครนเมื่อปีค.ศ.1986 ทำให้ประชาชนกว่า 300,000 คนต้องอพยพฉุกเฉินและเมืองพรีเพียตได้กลายเป็นเมืองร้างนับแต่นั้นมา ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเยี่ยมชมบรรยากาศในเมืองพรีเพียตได้เป็นระยะเวลาสั้น ๆ โดยต้องเซ็นเอกสารรับทราบข้อปฏิบัติและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยไม่สามารถแม้แต่จะวางของบนพื้นได้เนื่องจากอาจปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีนั่นเอง 5. อาณาจักรราชายาเสพติดระดับโลก
อพาร์ตเมนต์ในเมืองเมเดยิน (Medellin) ประเทศโคลอมเบีย คืออาณาจักรของ “ปาโบล เอสโกบาร์” (Pablo Escobar) เจ้าพ่อแห่งวงการยาเสพติดโลกยุค 80s ผู้ล่วงลับเกือบ 3 ทศวรรษ ธุรกิจยาเสพติดของเอสโกบาร์นั้นมีมูลค่าสูงถึง 53,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในช่วงที่เขามีอำนาจนั้นได้มีผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องการกับค้ายานับหลายพันคนเลยทีเดียว อพาร์ตเมนต์ของเอสโกบาร์ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวสายดาร์กก่อนที่ทางการโคลอมเบียจะทำลายอาคารแห่งนี้ลงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2019 โดยประธานาธิบดีอิวาน ดูเก ผู้นำโคลัมเบียกล่าวว่า “ประวัติศาสตร์ต้องไม่เขียนรับใช้ผู้ก่อกรรมทำเข็ญ แต่ต้องเขียนจากเหยื่อ” หากมองอย่างผิวเผิน Dark Tourism อาจเพียงตอบสนองความต้องการแสวงหาความตื่นเต้นแปลกใหม่ของนักท่องเที่ยว แต่แท้ที่จริงแล้ว การเยือนสถานที่อันเป็นหายนะของมนุษยชาติ น่าจะเป็นเครื่องเตือนใจให้มนุษย์ไม่เดินผิดพลาดซ้ำรอยประวัติศาสตร์ ดังคำกล่าวของ George Santayana ในค่ายกักกันเอาต์วิตซ์ที่ว่า

You May Also Like