Search
Close this search box.

รัฐวิกตอเรีย ออสเตรเลีย บังคับสวมแมสก์ในระบบขนส่งสาธารณะ

เมลเบิร์นออกกฎเข้มสวมแมสก์ ฝ่าฝืนปรับเกือบ 5 พันบาท

แม้ว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในประเทศออสเตรเลีย ถือว่าทำได้ดีมากในระดับโลกก็ตาม แต่ในรัฐวิกตอเรียของออสเตรเลียก็ไม่นิ่งนอนใจหลังพบว่ามีผู้ป่วย 2 ราย ในเขตชานเมืองทางตอนเหนือของนครเมลเบิร์น ที่ผลตรวจโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)  มีแนวโน้มเป็นบวก จนนำมาสู่มาตรการเข้มงวดเรื่องการสวมหน้ากาอนามัยที่เริ่มประกาศใช้ในวันนี้ (24 พ.ค. 2564)

โดยรัฐวิกตอเรีย บังคับให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยขณะใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ เริ่มในวันจันทร์ ที่ 24 พ.ค. หลังจากผู้ต้องสงสัยป่วย 2 ราย ซึ่งคาดว่ามีความเชื่อมโยงกัน ได้จุดชนวนความตื่นกลัวว่าไวรัสฯ อาจแพร่ระบาดขึ้นแล้ว ด้านหน่วยงานสาธารณสุขของรัฐฯ กล่าวว่ากำลังดำเนินการตรวจสอบอย่างเต็มรูปแบบเพื่อให้ได้คำตอบ และได้ดำเนินการด้านสาธารณสุขเบื้องต้นสำหรับผู้ต้องสงสัย 2 รายนี้ ที่กำลังกักตัวแยกกันและได้รับการตรวจโรคใหม่อย่างเร่งด่วนแล้ว

ผู้ต้องสงสัยสองรายอาจทำให้สถิติไร้ผู้ป่วยใหม่ในท้องถิ่นนานติดกัน 86 วันของรัฐวิกตอเรีย เมื่อนับถึงวันอาทิตย์ (23 พ.ค.) ที่ผ่านมา ต้องสิ้นสุดลง ทั้งนี้มีการตรวจพบผู้ป่วยใหม่ที่เดินทางกลับมาจากที่อื่นเพิ่ม 2 ราย

หน่วยงานสาธารณสุขเตือนผู้อยู่อาศัยในรัฐฯ ให้ปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ เพื่อปกป้องตนเองจากโรคโควิด-19 หากมีอาการใดๆ ให้เข้ารับการตรวจโรคทันที รวมถึงเช็กอินสถานที่ที่เดินทางไปเยือน และสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งรวมถึงรถแบบร่วมเดินทาง (Ride Sharing)

ทั้งนี้ สื่อท้องถิ่นออสเตรเลียไนน์นิวส์ (9News) รายงานว่า ตำรวจจะมุ่งปราบปรามผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามข้อจำกัดควบคุมโรคโควิด-19 โดยนับตั้งแต่วันจันทร์นี้ (24 พ.ค.) เป็นต้นไป หากผู้สัญจรในนครเมลเบิร์นที่ไม่สวมหน้ากากอนามัยระหว่างใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ จะถูกปรับเงิน 200 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 4,870 บาท)

ที่มา: สำนักข่าวซินหัวไทย

You May Also Like