Search
Close this search box.

15 ประเทศที่มีธรรมชาติสวยงามที่สุดในโลก

บางประเทศก็มีสมบัติทางธรรมชาติมากมายจนน่าอิจฉา

ภาพประกอบทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายของ shutterstock.com ที่อนุญาตให้ใช้สำหรับเผยแพร่เฉพาะเว็บไซต์ และแฟนเพจ The Passport เท่านั้น

————————————————————-

 

ทุกประเทศก็มีความงามทางธรรมชาติเป็นของตัวเองทั้งนั้น แต่บางประเทศก็ได้เปรียบดินแดนอื่นจนกลายเป็นจุดหมายท่องเที่ยวที่มีธรรมชาติอันสมบูรณ์ มีรายงานจาก World Economic Forum ที่จัดอันดับประเทศตามทรัพยากรทางธรรมชาติ โดยพิจารณาจากปัจจัยหลายประการ เช่น จำนวนแหล่งธรรมชาติที่เป็นมรดกโลก จำนวนชนิดพันธุ์และพื้นที่คุ้มครอง ไปจนถึงคำค้นหาบนอินเตอร์เน็ต

มาดูกันว่า 15 ประเทศจากลิสต์นี้ จะเป็นของประเทศใดบ้าง

15. เคนยา
ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเคนยา เป็นที่ตั้งของทะเลสาบเคนยาในหุบเขาเกรตริฟต์ (Great Rift Valley) ซึ่งบริเวณนี้เป็นบ้านของยีราฟ คูดู เสือชีตาห์ สิงโต และแรดดำ ส่วนทางเหนือของเมืองหลวงไนโรบีก็มีเขาเคนยา (Mount Kenya) ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงเป็นอันดับสองของทวีปแอฟริกา และยังมีทะเลสาบเทอคาน่า (Turkana) กลางทะเลทราย เป็นที่อยู่ของทั้งจระเข้แม่น้ำไนล์และฮิปโปโปเตมัส

14. อินโดนีเซีย
นับเป็นอันดับที่สมเหตุสมผล หนึ่งในนั้นเป็นเพราะอินโดนีเซียเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของมังกรโคโมโดเพียงหนึ่งเดียวบนโลก โดยอุทยานแห่งชาติโคโมโดนั้นตั้งอยู่บนเกาะภูเขาไฟที่มีประชากรกิ้งก่ายักษ์อยู่ไม่ต่ำกว่า 5,700 ชีวิต และเกาะอื่น ๆ ของอินโดนีเซียก็มีตัวเลือกอื่น ๆ ให้ท่องเที่ยวอีกมากมายตั้งแต่บาหลีไปจนถึงป่าฝนในสุลาเวสี 13. ฝรั่งเศส
ฝรั่งเศสมีดีตั้งแต่ไร่องุ่นในบอร์โดไปจนถึงชายหาดของริเวียร่า และมีสถานที่นอกแผ่นดินใหญ่ที่ช่วยเรียกคะแนนได้ไม่น้อยไม่ว่าจะเป็น อุทยานแห่งชาติลาเรอูนียงบนเกาะเรอูนียง (Réunion) ทางตะวันออกของมาดากัสการ์ ที่เป็นดินแดนผสมผสานระหว่างป่าฝนและป่าเมฆอันน่าทึ่ง รวมถึงเกาะนิวแคลิโดเนียใกล้ ๆ กับออสเตรเลีย ซึ่งเป็นแหล่งรวมสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลและปะการังไว้มากมาย 12. อิตาลี
อิตาลีเป็นประเทศที่โดดเด่นด้านวัฒนธรรมมาก ๆ เพราะมีทั้งซากโบราณสถานและอาหารการกินที่ขึ้นชื่อ จึงไม่แปลกที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเดินทางมาเยือนด้วยสาเหตุดังกล่าว มากกว่าจะมองหาสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แต่ก็ต้องยอมรับว่าอิตาลีก็เป็นอีกประเทศที่มีธรรมชาติสวยงามน่าอวดอยู่เหมือนกัน เช่น Monte San Giorgio ถือได้ว่าเป็นซากดึกดำบรรพ์ทางทะเลที่ดีที่สุดในยุค Triassic และยูเนสโกเองก็เคยกล่าวถึงความพิเศษของเทือกเขา Dolomites ไว้เช่นกันว่าเป็นกำแพงสูงชันที่งดงามกว่าแนวเทือกเขาอื่นใด 11. เอกวาดอร์
ในอุทยานแห่งชาติ Sangay ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกจากยูเนสโก เป็นที่ตั้งภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ 2 แห่ง ไปจนถึงป่าฝนเขตร้อน และธารน้ำแข็ง นอกจากนี้เกาะกาลาปากอสก็เป็นส่วนหนึ่งของเอกวาดอร์ด้วยเช่นกัน และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์เลื้อยคลานเฉพาะถิ่นหลากหลายชนิด รวมถึงสัตว์ทะเลอีกมากมาย 10. สหรัฐอเมริกา
ดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลของอเมริกา เป็นที่ตั้งของภูมิประเทศสุดแปลกตามากมาย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มีจะอุทยานแห่งชาติเป็นจำนวนกวา 58 แห่งทั่วประเทศ จากป่าเรดวูดไปจนถึงน่านน้ำกัลฟ์สตรีม รวมถึงทางตะวันตกเฉียงเหนือของหมู่เกาะฮาวาย และอุทยานแห่งชาติ Glacier ที่บอกเลยว่าต่อให้ใช้เวลาทั้งชีวิตก็สำรวจพื้นที่ต่าง ๆ ได้ไม่รู้เบื่อ 9. สเปน
สเปนเป็นสวรรค์สำหรับนักเดินป่า โดนเฉพาะเส้นทาง Camino de santiago ที่พาลัดเลาะข้ามประเทศไปยังปลายทางสุดท้ายด้านตะวันตกเฉียงเหนือของสเปน ระหว่างทางนั้นครอบคลุมพื้นที่อุทยานแห่งชาติ Doñana ซึ่งมีนกใกล้สูญพันธุ์ถึง 5 สายพันธุ์อาศัยอยู่ ส่วนป่าลอเรลขนาดใหญ่ในอุทยานแห่งชาติ Garajonay ในหมู่เกาะคานารีก็ควรค่าแก่การเยี่ยมชมเช่นกัน 8. แทนซาเนีย
แทนซาเนียเป็นที่ตั้งของเขาคิลิมันจาโร (Mount Kilimanjaro) ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของแอฟริกา รวมถึงอุทยานแห่งชาติเซเรนเกตี (Serengeti National Park) ที่มีทั้งวิลเดอร์บีสต์ เนื้อทรายและม้าลายอาศัยอยู่ โดยมีปรากฏการณ์การอพยพครั้งใหญ่ เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ทางธรรมชาติที่น่าประทับใจที่สุดในโลกที่ยูเนสโกยกย่อง 7. ไทย
หมู่เกาะมากมายทั้งด้านชายฝั่งตะวันออกและฝั่งอันดามันของไทย มีความงดงามมากเพียงพอจะเพิ่มคะแนนให้ประเทศไทยมาถึงอันดับที่ 7 ได้ไม่ยากเย็นอะไร แต่ใช่ว่าจะมีแค่ชายฝั่งเท่านั้น เพราะพื้นที่อื่น ๆ ก็ยังมีอุทยานแห่งชาติ เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง ซึ่งเป็นบ้านของช้างและเสือ ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปสัมผัสกับความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าสีเขียว 6. ออสเตรเลีย
ถึงแม้จะอยู่ในอันดับที่ 6 แต่ออสเตรเลียก็มีตั้งแต่แนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง The Great Barrier Reef บนชายฝั่งตะวันออกไปจนถึงชายฝั่ง Ningaloo ของชายฝั่งตะวันตก มีอุทยานแห่งชาติ Kakadu ที่ดังจากภาพยนตร์เรื่อง Crocodile Dundee ทางตอนเหนือ มาจรดพื้นที่เว้งว้างบนเกาะแทสเมเนียทางตอนใต้สุดของประเทศ เรียกว่ามีสถานที่น่าทึ่งอยู่ในทุกมุมของประเทศจริง ๆ 5. จีน
ในฐานะประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลก จีนจึงครอบครองสินทรัพย์ทางธรรมชาติไว้มากมาย ไฮไลต์บางส่วนที่มีชื่อเสียงระดับโลกก็อย่างเช่น แม่น้ำสามสายในยูนนาน และหุบเขาหวงหลง โดยมีน้ำพุร้อนเป็นทางสู่ผืนป่าที่มีภูเขาเป็นฉากหลัง รวมถึงเขตรักษาพันธุ์แพนด้ายักษ์เสฉวนซึ่งเป็นที่อยู่ของแพนด้าที่ใกล้สูญพันธุ์ประมาณหนึ่งในสามของโลก 4. เปรู
เปรูมีซากอารยธรรมโบราณของชาวอินคาอย่าง มาชูปิกชู มาคอยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินป่าเข้าไปสำรวจ แต่นอกเหนือจากนี้ เปรูยังมีภูเขา Huascarán ซึ่งอยู่ในเทือกเขาเขตร้อนที่สูงที่สุดในโลก และอุทยานแห่งชาติ Rio Abiseo ซึ่งเป็นที่ตั้งของแหล่งโบราณคดีอีก 36 แห่ง จึงไม่แปลกที่เปรูจะอยู่ในอันดับต้น ๆ 3. คอสตาริกา
ถ้าพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติแล้วล่ะก็ ประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้มักติดอันดับต้น ๆ ในการค้นหาบนอินเตอร์เน็ตเสมอ เพราะมีทั้งอุทยานแห่งชาติเกาะโคโคส ซึ่งเป็นเกาะแห่งเดียวในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกที่มีป่าฝนอุดมสมบูรณ์ รวมถึงอุทยานแห่งชาติ Tortuguero ซึ่งเป็นที่อยู่ของเต่าทะเลจำนวนมาก 2. เม็กซิโก
นอกจากซากปรักหักพังของชนเผ่ามายัน Tulum แล้ว เม็กซิโกก็ยังมีป่าฝนเขตร้อน บึง และป่าชายเลนให้ได้ชื่นชมอยู่ภายในเขตสงวนชีวมณฑล Sian Ka’an และกลุ่มเกาะภูเขาไฟที่ Revillagigedo ก็ควรค่าแค่การเยี่ยมชม เม็กซิโกยังมีสัตว์ป่ามากมายอย่างเช่นในเขตรักษาพันธุ์วาฬแห่ง El Vizcaino และเขตสงวนชีวมณฑลผีเสื้อ (Monarch Butterfly Biosphere Reserve) 1.บราซิล
บราซิลอยู่ในจุดสูงสุดของลิสต์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุดและหลากหลายที่สุดในโลก จากเขตสงวนทางตะวันออกเฉียงใต้ของป่าแอตแลนติกประกอบด้วยพื้นที่คุ้มครองทั้งหมด 25 แห่ง ซึ่เป็นบ้านของเสือจากัวร์ ลิงแมงมุมขนยาว และสัตว์จำพวกแมวป่า ไปจนถึงป่าแอมะซอนที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นปอดของโลก

You May Also Like