15 สุดยอดที่เที่ยวแห่งไอซ์แลนด์

รวมไฮไลต์ของการไปเยือนไอซ์แลนด์
พลังของธรรมชาติอันน่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็นแสงเหนือ ธารน้ำแข็ง ภูเขาไฟ บ่อน้ำพุร้อน หรือพระอาทิตย์เที่ยงคืน ก็ล้วนทำให้ทั่วทั้งไอซ์แลนด์เป็นเสมือนดั่งดินแดนมหัศจรรย์ จึงไม่น่าแปลกใจเท่าไรที่ไอซ์แลนด์จะเป็นหนึ่งในประเทศที่นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกต้องการไปเยือนสักครั้งหนึ่งในชีวิต เอาล่ะ ถ้ามีโอกาสได้ไปแล้ว นี่คือลิสต์ 15 ที่เที่ยวของไอซ์แลนด์ที่ได้ชื่อว่าเป็นที่สุด ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

The Ring Road (Route 1)
ไม่มีวิธีไหนจะดีไปกว่าการเช่ารถสักคันแล้วขับสำรวจไอซ์แลนด์ด้วยเส้นทางสายที่ 1 ซึ่งมีชื่อเรียกติดปากว่า The Ring Road ความยาว 1,340 กิโลเมตร ที่ทอดตัวเป็นวงรอบไอซ์แลนด์ผ่านธารน้ำแข็ง ทุ่งลาวาที่ปกคลุมไปด้วยตะไคร่น้ำ ที่ราบคล้ายทะเลทรายสีเทา และหุบเขาอันเขียวขจีที่มีน้ำตกโกดาฟอสส์ (Goðafoss) ประดับอยู่อย่างยิ่งใหญ่ตระการตา ถ้าอยากสำรวจให้ครบลองหาเวลาว่างสัก 10 วันเพื่อใช้เวลาเที่ยวให้เต็มที่ The Golden Circle
ถ้าเส้นทางรอบไอซ์แลนด์นั้นใช้เวลานานเกินไป ลองเป็นเส้นทางที่สั้นกว่าประหยัดเวลากว่าอย่างเช่น The Golden Circle ไปเยือนสามสถานที่ท่องเที่ยวใกล้ ๆ เมืองหลวง แต่ก็ต้องแลกกับจำนวนนักท่องเที่ยวอีกมหาศาล อย่างไรก็ตาม Golden Circle ก็ยังคงเป็นหนึ่งในเส้นทางที่น่าจดจำที่สุดในโลก มีระยะทางประมาณ 300 กิโลเมตร สถานที่ท่องเที่ยวหลักสามแห่งนี้ก็คือ อุทยานแห่งชาติซิงเควลลิร์ (Þingvellir) เพื่อชมจุดที่แผ่นเปลือกโลกมาบรรจบกัน ต่อกันที่น้ำพุร้อนกีเซอร์ (Geysir) ที่ปะทุละอองน้ำขนาดใหญ่ขึ้นมาไม่ต่ำกว่า 100 คร้ังต่อวัน แล้วไปฟังเสียงสายน้ำกระทบหินที่น้ำตกกุลล์ฟอสส์ (Gullfoss) เป็นอันจบทริป ทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียง 4 ชั่วโมงโดยประมาณ Reykjavík
เรคยาวิก มีครบทุกสิ่งที่เมืองหลวงยุโรปต้องมี ทั้งหอศิลป์และพิพิธภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมกับแหล่งซ็อปปิ้งอีกมากมาย ที่ Old Harbour น่าจะได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุด เช่นเดียวกับ Hallgrímskirkjaโบสถ์คอนกรีตสีขาวที่มีดาดฟ้าชมวิวในหอคอยสูง 74 เมตร และ Icelandic Phallological Museum พิพิธภัณฑ์ลึงค์แห่งไอซ์แลนด์ที่จัดแสดงอวัยวะเพศชายของสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์ให้ชมเป็นจำนวนมาก Westfjords
ฟยอร์ดตะวันตกของไอซ์แลนด์เปี่ยมด้วยธรรมชาติอันน่าทึ่ง และยังแสนบริสุทธิ์ด้วยปริมาณนักท่องเที่ยวบางตา โดยเฉพาะในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ Hornstrandir เป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่าแห่งสุดท้ายของยุโรป ที่เหมาะสำหรับการเดินป่า ด้วยภูมิประเทศที่ท้าทาย และยังเป็นที่อยู่อาศัยของสุนัขจิ้งจอกอาร์กติก แมวน้ำ วาฬ และนก ส่วนที่คาบสมุทร Látrabjarg คุณจะได้พบกับชายหาดที่สวยงามที่มีหาดทรายทอดยาว Jökulsárlón
โจกุลซาลอนดูเป็นฉากที่เหนือจริงที่มีอยู่ในภาพยนตร์เท่านั้น ด้วยภาพของขบวนภูเขาน้ำแข็งสีฟ้าเรืองรองล่องลอยไปอย่างเงียบ ๆ ผ่านทะเลสาบโจกุล ก่อนที่จะลอยออกสู่ทะเล ซึ่งจริง ๆ แล้วสถานที่แห่งนี้ก็เคยปรากฏอยู่ในภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น Batman Begins และภาพยนตร์เรื่อง Die Another Day ของเจมส์บอนด์ นักท่องเที่ยวสามารถมาเยือนโจกุลซาลอนได้ทั้งทางเรือ แล้วลองพายเรือคายัค ไม่ก็เดินตระเวณหาแมวน้ำรอบไปรอบ ๆ อีกหนึ่งไฮไลต์คือ Diamond Beach ชายหาดสีเข้มที่มาพร้อมกับก้อนน้ำแข็งระยิบระยับราวกับมีเพชรแตกกระจายอยู่ทั่วหาด Blue Lagoon
หนึ่งในกิจกรรมยามว่างของชาวไอซ์แลนด์คือการแช่ตัวในบ่อน้ำร้อนธรรมชาติจากความร้อนใต้ภิภพ ซึ่งพบเจอได้ทั่ว ๆ ไปตั้งแต่ในตัวเมืองเรคยาวิกไปจนถึงปลายแหลมของฟยอร์ดตะวันตก ว่ากันว่าการแช่ตัวในบ่อน้ำร้อนจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย แถมยังเป็นยาแก้อาการเมาค้างได้ด้วย ภาพของบ่อน้ำสีฟ้าสดใสมีควันลอยฟุ้งตัดกับสีดำของหินลาวาโดยรอบ จึงไม่แปลกที่จะน่าแวะไปเก็บภาพแล้วลงแช่ตัวสักหน่อย ไม่อย่างนั้นจะหาว่ามาไม่ถึงไอซ์แลนด์ Vatnajökull National Park
อุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุลเกิดจากการรวมกันของอุทยานแห่งชาติที่ก่อตั้งขึ้นก่อนหน้านี้ 2 แห่ง ได้แก่ Skaftafell ทางตะวันออกเฉียงใต้ของไอซ์แลนด์และ Jökulsárgljúfur ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 14% ของไอซ์แลนด์ เลยทำให้ได้ชื่อว่าเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป ความมหัศจรรย์ของ “ไฟและน้ำแข็ง” ในสถานที่เดียวกันยิ่งช่วยเสริมให้สถานที่แห่งนี้พิเศษกว่าที่อื่น ๆ เพราะในขณะที่ด้านล่างมีภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่น ด้านบนกลับปกคลุมด้วยธารน้ำแข็งจำนวนมาก แต่ไฮไลต์ที่งดงามที่สุดคงหนีไม่พ้น Vatnajökull ถ้ำน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดนอกดินแดนขั้วโลก Seyðisfjörður และ Borgarfjörður Eystri
เมืองท่าเล็ก ๆ ทั้งสองแห่งทางฟยอร์ดฝั่งตะวันออกมีเสน่ห์ที่แตกต่างกันออกไป ที่เมือง Seyðisfjörður อยู่ห่างจาก The Ring Road เพียง 27 กิโลเมตร หรือจะนั่งเรือข้ามฟากจากยุโรปรับส่งรายสัปดาห์ ก็สามารถเข้ามาสัมผัสอ้อมกอดของภูเขาได้ไม่ยากเย็น ในเมืองมีจุดถ่ายภาพสำหรับเหล่าอินสตาแกรมเมอร์อยู่ตรงถนนสายรุ้ง ทางเดินที่ปูด้วยก้อนหินสู่โบสถ์ประจำเมืองถูกแต่งแต้มสีสันเป็นสีรุ้ง ส่วนที่เทือง Borgarfjörður Eystri อยู่ห่างจาก The Ring Road ประมาณ 70 กิโลเมตร ก็ให้ภาพของเมืองสุดเวิ้งว้างกลางหุบเขาที่สวยงามราวกับเมืองเอลฟ์ และยังเป็นแหล่งชมนักพัฟฟินที่ขึ้นชื่อด้วย Tröllaskagi
หรือในอีกชื่อหนึ่งคือ Troll Peninsula มาพร้อมกับทิวทัศน์อันน่าทึ่งของคาบสมุทรตัดกับเนินเขาเตี้ย ๆ ทางตอนเหนือของไอซ์แลนด์ มีจุดแวะที่น่าสนใจคือ สระว่ายน้ำริมฟยอร์ดของหมู่บ้าน Hofsós จากนั้นแวะซื้อของฝากที่ Lónkot ซึ่งมีจานเป็นผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของท้องถิ่น แล้วค่อยไปจอดที่พิพิธภัณฑ์ปลาเฮอริ่งในเมือง Siglufjörður และนอกจากทิวทัศน์กับเส้นทางเดินป่าที่สมบูรณ์แบบแล้ว บริเวณนี้ยังเป็นสวรรค์สำหรับคนที่อยากทัวร์ชมปลาวาฬนอกชายฝั่งด้วย Snæfellsnes Peninsula
ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของชายหาด เขตรักษาพันธุ์นก ฟาร์มม้า และทุ่งลาวา ทำให้คาบสมุทรสไนล์แฟลซเนสเป็นสถานที่พักผ่อนที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของไอซ์แลนด์ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางท่องเที่ยวจากเมืองหลวงแบบไปเช้าเย็นกลับหรือในช่วงวันหยุดยาวก็สามารถทำได้ทั้งนั้น เนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง เช่น ภูเขาไฟ Snæfellsjökull ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของประเทศไอซ์แลนด์ หาดทรายดำที่หาด Djúpalón และเมือง Stykkishólmur บนชายฝั่งทางตอนเหนือ ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาค Vestmannaeyjar
เป็นหมู่เกาะนอกชายฝั่งที่ประดับไปด้วยยอดเขาสูงชัน ใช้เวลานั่งเรือข้ามฟากเพียง 30 นาทีจากแผ่นดินใหญ่ แต่ให้ความรู้สึกสงบห่างออกไปไกลแสนไกล นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะล่องเรือชมเกาะเล็กเกาะน้อยหน้าผาสูงตระหง่านและทิวทัศน์ที่งดงามราวกับหลุดออกมาจากโปสการ์ด Heimaey เป็นเมืองเล็ก ๆ บนเกาะที่น่าไปเยือนและสัมผัสกับสายลมเย็น ๆ ปะทะผิวกาย Askja
เป็นพื้นที่ในเงาฝนทางตะวันออกเฉียงเหนือของธารน้ำแข็งวัทนาโจกุล ครั้งหนึ่งเคยเป็นพื้นที่ฝึกอบรมโครงการอพอลโลเพื่อเตรียมนักบินอวกาศสำหรับภารกิจบนดวงจันทร์ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือมันยังเป็นภูเขาไฟที่ยังคงปะทุอยู่ และหลักฐานการปะทุก่อนหน้านี้ก็มีให้เห็นอย่างชัดเจนในรูปแบบของแอ่งยุบปากปล่อง หรือ แคลดีรา ที่ปัจจุบันเป็นแอ่งน้ำสีฟ้าไพลินที่น่าไปเก็บภาพความมหัศจรรย์ของธรรมชาตินี้ไว้สักครั้ง Hengifoss
เมื่อข้ามสะพาน Lagarfljót บนถนนสาย 931 คุณก็จะได้พบกับน้ำตกที่สูงเป็นอันดับสองของไอซ์แลนด์ Hengifoss ดิ่งลงไป 128 เมตรกลางช่องเขา และการเดินทางนั้นก็ไม่ง่ายเลย ต้องใช้เวลาเดินเท้าไปกลับเที่ยวละ 2.5 กิโลเมตรจากที่จอดรถ ตลอดเส้นทางมีทั้งที่ราบและจุดปีนที่แอบสูงชันพอสมควร และเมื่อเดินถึงครึ่งทางก็จะพบกับ Litlanesfoss น้ำตกเล็ก ๆ ล้อมรอบด้วยเสาหินบะซอลต์แนวตั้งที่น่าประทับใจเช่นกัน นับว่าเป็นการเดินทางที่เหนื่อยแต่คุ้มค่าไม่น้อย Hafnarhólmi
ท่าเรือแห่งนี้มีไว้สำหรับจอดเรือเล็กโดยเฉพาะ แต่สิ่งที่สำให้ที่นี่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือ อาณานิคมนกพัฟฟินขนาดใหญ่ ที่มาพร้อมทางเดินสะดวกสบายให้คุณได้เข้าไปใกล้ชิดกับสิ่งมีชีวิตที่น่ารักและเงอะงะเหล่านี้ รวมถึงนกทะเลสายพันธุ์อื่น ๆ ด้วย เหล่านกมัฟฟินจะอพยพมาแถบนี้ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเมษายนไปจนถึงช่วงปลายเดือนสิงหาคม และในฤดูร้อนแบบนี้ก็เป็นโอกาสดีที่จะได้ซึบซับบรรยากาศของพระอาทิตย์เที่ยงคืนด้วย Húsavík
เป็นเมืองหลวงแห่งการดูปลาวาฬของไอซ์แลนด์ ส่วนบ้านเรือนริมชายฝั่งก็แสนมีเสน่ห์และเต็มไปด้วยสีสัน ตัดกับฉากยอดเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะด้านหลัง จึงอาจจะพูดได้ว่า Húsavík เป็นเมืองประมงที่สวยที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตัวจริงเสียงจริง และถ้าคุณเป็นคนหลงใหลในวาฬอย่างลึกซึ้ง ในเมืองก็มีพิพิธภัณฑ์ปลาวาฬ ที่จัดแสดงทุกสิ่งที่จำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์นี้

You May Also Like