Search
Close this search box.

เซนได: ดินแดนแห่งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และมรดกวัฒนธรรมญี่ปุ่น

เมืองศูนย์กลางน่าเที่ยวของจังหวัดมิยางิ
เรื่องโดย: Katto Panarat

เซนได เมืองที่มีความครบครันทั้งสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมอันเป็นมรดกของชาติญี่ปุ่น รวมไปถึงความทันสมัยสมที่กับเป็นเมืองใหญ่แห่งภูมิภาคโทโฮคุ
เซนได (Sendai) เป็นเมืองใหญ่ของจังหวัดมิยางิ (Miyagi) ซึ่งที่เมืองนี้มีประชากรมากที่สุดในภูมิภาคโทโฮคุ  เป็นศูนย์กลางการคมนาคม ที่สถานีเซนไดมีรถไฟความเร็วสูง (ชินกังเซน) ให้บริการ โดยมีจำนวนคนใช้บริการราวหนึ่งแสนคนต่อวัน ทำให้ในวันนี้เซนไดมีความเจริญทั้งทางด้านเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก และยังเป็นเมืองมีความสำคัญมาตั้งแต่อดีต สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำของเมืองเซนได

1. ร่องรอยปราสาทเซนได

เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ปราสาทอาโอบะ (Aoba) เนื่องจากปราสาทแห่งนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาอาโอบะ สร้างขึ้นโดยผู้ครองแคว้นรุ่นแรก นามว่า “ดาเตะ มาซามุเนะ” เมื่อปี ค.ศ.1600 ด้วยสมรภูมิที่ตั้งสามารถป้องกันตัวเองได้ง่าย ล้อมรอบไปด้วยหน้าผา ปราสาทแห่งนี้เคยได้รับความเสียหายมาในหลายยุคสมัย เช่น เกิดไฟไหม้ในสมัยยุคเมจิ  หรือ เสียหายจากแรงระเบิดในปี ค.ศ. 1945 ยุคสงครามโลกครั้งสอง ปัจจุบันเหลือเพียงซากกำแพงหินรอบปราสาท แต่ร่องรอยของปราสาทแห่งนี้ที่ตั้งอยู่บนยอดเขา ทำให้ยังเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองลงไปเห็นเมืองเซนไดได้ในมุมกว้างและยิ่งสวยงามมากขึ้นในช่วงพลบค่ำ

ภายในบริเวณปราสาทยังมีพิพิธภัณฑ์ปราสาท Aoba และรูปปั้นของ “ดาเตะ มาซามุเนะ” ขณะที่ทรงม้าตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ของปราสาทแห่งนี้ด้วย 2. อ่าวมัตสึชิม่า
หนึ่งในสามสุดยอดจุดชมทัศนียภาพที่งดงามที่สุดของประเทศญี่ปุ่น (The Three Views of Japan) อยู่ที่อ่าวมัตสึชิม่า ไม่ว่าเราจะมองไปทางทิศใดจะสามารถมองเห็นหมู่เกาะเล็กใหญ่ที่มีไม่ต่ำกว่า 260 เกาะ ซึ่งมีลักษณะโดดเด่น รูปร่างแปลกตาแตกต่างกันไป นักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือชมวิวหมู่เกาะเหล่านี้ได้โดยเริ่มจากท่าเรือบริเวณอ่าวมัตสึชิม่า จากท่าเรือไม่ไกลนัก เดินข้ามสะพานสีแดงซุคะชิบะชิ จะเห็นอาคารไม้ที่เก่าแก่ที่สุดของภูมิภาคโทโฮคุ คือ โกะไดโด (Godaido) สร้างขึ้นตามลักษณะของศิลปะยุคโมโมะยาม่า ตั้งแต่ปี ค.ศ. 807  แต่อาคารปัจจุบันได้รับการสร้างขึ้นใหม่โดย “ดาเตะ มาซามุเนะ” ในปีค.ศ.1604

ภายในมีพระพุทธรูปองค์ประธานชื่อ โกะไดเมียว ซึ่งน้อยคนที่จะมีโอกาสได้ชม เพราะว่าต้องรอเวลาถึง 33 ปี จึงจะเปิดให้ชมสักครั้ง Make it Happen
บริเวณ โกะไดโด ยังเป็นอีกจุดหนึ่งที่มองเห็นวิวของอ่าวมัตสึชิม่าได้ชัดเจน หนึ่งในนั้น คือ เกาะฟุคุอุระจิมะ เกาะเล็กๆที่เห็นได้ระยะไกลจากโกะไดโด สามารถเดินข้ามสะพานแดงที่อยู่ใกล้ๆกันอีกอันได้ สะพานแดงนี้มีชื่อว่า สะพานฟุคุอุระจิมะ พาดไปสู่ตัวเกาะมีความยาวราวๆ 252 เมตร บนเกาะแห่งนี้จะพบกับต้นไม้ ดอกไม้นานาพันธุ์กว่า 300 ชนิด เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสวนพฤกษาศาสตร์สำหรับคนรักต้นไม้และดอกไม้ 3. วัดซุยกันจิ (Zuiganji Temple)
สามารถเดินต่อมาได้จากโกะไดโดหรือจากท่าเรือมัตสึชิม่า เป็นวัดนิกายเซนอีกแห่งนึงที่ได้รับการยกย่องให้เป็นสมบัติแห่งชาติและเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศญี่ปุ่น ได้รับการสร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 828 และยังเป็นวัดประจำตระกูลของ “ดาเตะ มาซามุเนะ” ด้วย ระหว่างทางเดินเข้าวัดจะผ่านถ้ำหินเล็กๆที่หาดูได้ยากมีมาตั้งแต่ยุคสมัยคามากุระ มีพระพุทธรูปแกะสลักหินอยู่หลายองค์ ผ่านแนวสน หรือต้นสนญี่ปุ่นขนาดใหญ่ ทำให้รู้สึกร่มรื่นและสัมผัสได้ถึงความสงบภายในบริเวณวัดแห่งนี้

ในเดือนมีนาคมถึงต้นเมษายน ช่วงฤดูใบไม้ผลิ จะมีต้นซากุระที่ผลิบานออกดอกสีชมพูเรียงราย และเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงในเดือนตุลาคม ใบไม้จะเปลี่ยนสีเป็นแดง เหลือง ส้ม และทางวัดยังเปิดให้เข้าชมตอนกลางคืนพร้อมประดับแสงไฟสวยงาม นับเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ควรค่าแก่การมาเยือนเพื่อซึมซับความงามของธรรมชาติ และความสงบแบบพุทธศาสนานิกายเซน Make it Happen
ทางเดินเข้าวัดซุยกันจิ ต้องเดินผ่านร้านขายขนมท้องถิ่นอันขึ้นชื่อของเซนได คือ “Haginotsuki” ขนมไข่ไส้คัสตาร์ดรูปทรงกลมสีเหลืองนวลเหมือนพระจันทร์ เป็นของฝากจากเซนไดที่ใครๆซื้อกลับ 4. วัดเอ็นทสึอิน (เอ็นซึอิน, Entsuin Temple)
วัดที่มีวิวทิวทัศน์สวยงามสะกดทุกความรู้สึก ด้านในวัดมีสวนเซนขนาดใหญ่ที่ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็น “สวนสวรรค์” วัดแห่งนี้ยังได้รับการกล่าวถึงในชื่ออื่นว่า “วัดกุหลาบ” เนื่องจากมีภาพวาดกุหลาบสไตล์ตะวันตกที่นับว่าเก่าแก่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่นอยู่ที่นี่

วัดเอ็นทสึอิน สามารถเยี่ยมชมได้ทุกฤดูกาล มีทั้งสวนหิน สวนกุหลาบ สวนมอส หรือสวนดอกไฮเดรนเยียร์ และยังมีให้ทดลองประดิษฐ์ลูกประคำเองอีกด้วย 5. ตลาดเช้าเซนได
จากสถานีเซนได ระยะเดินเท้าไปได้ไม่ไกลนักมีตลาดยามเช้าขายทั้งผลไม้และผักสดใหม่ๆทุกวัน หลายคนมักจะเรียกตลาดแห่งนี้ว่า “ครัวของเซนได” เป็นตลาดที่มีชื่อเสียงมากประจำเมือง เพราะมีผักสดผลไม้ตามฤดูกาลให้เลือกซื้อมากมาย นอกจากนี้ยังมีอาหารทะเล ผักดอง ของฝาก ของแห้งจำหน่ายอีกหลายอย่าง Make it Happen
อาหารขึ้นชื่อของเซนไดที่สามารถหาทานได้ทั่วไปเมื่อมาเที่ยวเซนได ไม่ควรพลาดสามอย่างนี้ ได้แก่ ลิ้นวัว ซึนดะ และหอยนางรม


– ลิ้นวัวย่างร้านดังๆหลายร้านที่เซนได แม้แต่ที่สถานีรถไฟก็มีร้านลิ้นวัวย่างหลายร้านเรียงราย ลิ้นวัวย่างเป็นเมนูที่ถือกำเนิดขึ้นที่เซนได ปัจจุบันมีอยู่มากกว่า 100 ร้านเลยทีเดียว ลิ้นวัวจะถูกหั่นเป็นชิ้นบางๆแล้วย่าง รมควันกับเตาถ่าน หอมๆ ปรุงรสชาติพร้อมทานกับข้าวสวยและน้ำซุปหางวัว กินคู่กับผักดอง ถือเป็นเมนูเด็ดของเมืองนี้


– ซึนดะ หรือถั่วแระญี่ปุ่นที่นำมาบดแล้ว นำมาทานคู่กับโมจิ เรียกว่า “ซึนดะโมจิ” หรือ “ซึนดะเชค” นำไปปั่นเป็นเครื่องดื่ม เมนูนี้ก็ได้รับความนิยมไม่น้อย สามารถหาทานได้แม้แต่ในสถานีรถไฟเซนได


– หอยนางรมของมัตสึชิม่า มีชื่อเสียงไม่น้อยหน้าหอยนางรมจากฮิโรชิม่า เพราะที่นี่เป็นแหล่งเลี้ยงหอยนางรมที่ใหญ่อันดับสองของประเทศญี่ปุ่น เมื่อไหร่ที่มาถึงเซนได แน่อนว่าเมนูหอยนางรมต้องได้รับการแนะนำให้เป็นเมนูอันดับต้นๆ More information

การเดินทาง :  จากโตเกียว เดินทางด้วยชินกังเซนประมาณ 1 ชั่วโมง 30นาที จำนวนรอบรถไฟที่วิ่งต่อวันมากกว่า 80 รอบ สำหรับนักท่องเที่ยวสามารถใช้ Japan Rail Pass (JR Pass) ได้

ถ้าใช้บริการรถบัส จะใช้ระยะเวลาในการเดินทางจากโตเกียวประมาณ 5 ชั่วโมง 30 นาที

You May Also Like