Search
Close this search box.

Magnificent Mauritius 

5 เหตุผลที่ควรไปปักหมุดเปิดประสบการณ์ความงดงามท่ามกลางธรรมชาติและวัตนธรรมที่รุ่มรวยของมอริเชียส

มอริเชียส ท้องทะเลสีฟ้าแบบไล่เฉดงดงามเกินบรรยายและพื้นทรายอันละมุนขาวนวลบนมหาสมุทรอินเดียราวกับสวงสวรรค์บนพื้นดิน ถือเป็นอีกหนึ่งเดสติเนชันที่ไม่ควรพลาดและต้องไปเยือนซักครั้ง(หรืออีกหลายครั้ง)ในชีวิต เนื่องด้วยชื่อเสียงเรียงนามอาจจะไม่คุ้นชินสำหรับคนไทยแต่สำหรับชาวอเมริกันและยุโรป รวมทั้งทางฝั่งออสเตรเลียนั้นต่างรู้ชื่อเสียงของเกาะแห่งนี้เป็นอย่างดี เพราะเป็นเกาะที่มีความงดงามและบรรยากาศโรแมนติกอันดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียว เรากำลังเผย 5 เหตุผลที่ควรไปปักหมุดเปิดประสบการณ์ความงดงาม

1. เดสติเนชันที่เป็น hidden gem

ชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐมอริเชียส (Republic of Mauritius) คือประเทศที่เป็นเกาะนอกชายฝั่งแอฟริกาในมหาสมุทรอินเดียตะวันตกเฉียงใต้ ตั้งอยู่ทางตะวันออกของมาดากัสการ์ ประมาณ 900 กิโลเมตร และทางตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดียประมาณ 3,943 กิโลเมตร เนื่องจากเมื่อประมาณหลายพันปีที่ผ่านมาภูเขาไฟใต้น้ำขนาดมหึมาได้เกิดการปะทุจึงทำให้เกิดเกาะนอกชายฝั่งอย่างเกาะมอริเชียสขึ้น โดยที่เกาะต่างๆ อาทิ เกาะมอริเชียส เกาะมาดากัสการ์ เกาะเรอูนียง (Reunion) และ Rodrigues ฯลฯ จึงเกิดแนวกั้นเป็นทางยาวระหว่างทวีปแอฟริกาด้วยหลุมลึกกลางทะเลประมาณ 4,000 เมตร มีเมืองหลวงชื่อว่า พอร์ตหลุยส์ (Port Louis) ด้วยโลเคชันและที่ไปที่มาก็น่าสนใจถึงเป็น hidden gem สำหรับผู้ที่ชอบท่องเที่ยวและเปิดประสบการณ์แบบไม่เหมือนใครโดยแน่แท้

2. ความรุ่มรวยของธรรมชาติ วัตนธรรม และสิ่งแวดล้อม

ในอดีตเคยเป็นอาณานิคมอังกฤษ และตกอยู่ใต้การปกครองของฝรั่งเศสระหว่างปี 2253-2353 ก่อนที่อังกฤษจะเข้ามาปกครอง มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 1,860 ตารางกิโลเมตร มีทั้งพื้นที่ราบและพื้นที่ราบสูง โดยพื้นที่ราบสูงจะเริ่มตั้งแต่บริเวณกลางเกาะไล่ความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งจุดที่สูงที่สุดจะอยู่ที่ประมาณ 828 เมตร บริเวณโดยรอบเกาะจะเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวขจีราวกับสร้างขึ้นโดยมือมนุษย์ พร้อมทั้งหาดทรายสะอาดแบบสุดตาสีขาวละมุนตัดกับท้องทะเลสีฟ้าที่ไล่เฉดสีที่งามงดสุดบบรรยาย มีทั้งประชากรคนท้องถิ่นและทั้งชาวอเมริกัน ยุโรป อินเดีย ออสเตรเลีย และเอเชีย วัฒนธรรมบนเกาะมอริเชียสจึงมีความหลากหลายแบบมัลติคัลเจอรัล สนุกสนาน และเต็มไปด้วยชีวิตชีวาที่จะพาการเดินทางในการเปิดประสบการณ์ครั้งใหม่ที่มอริเชียสเป็นเมมโมเรเบิลโมเมนต์อย่างตราตรึงจิตแน่นอน

สำหรับสะภาพอากาศอุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 19-25 องศาเซลเซียส ส่วนช่วงหน้าหนาวก็จะกึ่งร้อนไม่ถึงกับหนาวมากนัก (ประมาณ 5-19 องศาเซลเซียส) ซึ่งอากาศที่นี่จะแตกต่างจากเมืองไทยตรงที่หน้าร้อนจะอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนจนถึงเมษายน ส่วนหน้าหนาวจะอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม รวมๆ แล้วสามารถเดินทางได้ทั้งปี

3. สามารถไปได้อย่างสยายใจไม่ต้องกังวลเรื่องการสื่อสาร

หากใครสนใจที่จะไปเยือนปักหมุดเปิดประสบการณ์ในแบบมอริเชียสๆ แล้ว แต่กลัวว่าจะสื่อสารกับคนท้องถิ่นไม่รู้เรื่อง (ภาษา Creoles ที่ใช้พูดกันทั่วไปในหมู่คนท้องถิ่น) ไม่ต้องกังวล เพราะที่นี่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก และอีกทั้งมีประชากรที่อาศัยและทำงานมาทั้งอเมริกัน ยุโรป อินเดียน ออสเตรเลียน และเอเชียน ฉะนั้นลืมได้เลยกับการสื่อสาร หากคุณอยากลองภาษาอื่นๆ เช่นฝรั่งเศส แน่นอนว่าสามารถเพราะบางแถบของที่นี่เคยเป็นพื้นที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส เกาะเซนต์แบรนดอน เกาะร็อดริก และหมู่เกาะอากาเลกา มอริเชียสเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะแมสคารีน มีเกาะเรอูว์นียงของฝรั่งเศส

4. แหล่งท่องเที่ยวหลากหลายสุดประทับจับจิตราวกับต้องมนต์

ทั้งนี้ The Passport ของเราเคยนนำเสนอมอริเชียสไปแล้ว แต่เราขอสรุปสั้นๆ ในแบบลิสต์ที่ต้องไปปักหมุดสัมผัสประการณ์ อาทิ Chamarel waterfall, Seven Coloured Earths, Notre Dame Auxiliatrice Church และ Les Trois Mamelles mountain เป็นต้น หากต้องการนิยามการเดินทางท่องเที่ยวในแบบเป็นตัวเอง ก็สามารถที่จะเดินจากชายหาดดำดิ่งลงไปสู่ทะเลสีฟ้าสวยใส สู่การดิสคัฟเวอรีโลกใต้ทะเล อิ่มเอมไปกับปะการังและสัตว์ทะเลน้อยใหญ่ กระทั้งการเดินป่าทั้งแบบ ไฮกิ้ง เทรคกิ้ง ตามเส้นทางเดินป่าให้เลือก หรือจะ beisure อย่างการเล่นกอล์ฟ กระทั่งการขี่จักรยาน หรือการช้อปปิ้งในตลาดท้องถิ่น เป็นต้น ที่นี่มีให้เลือกสรรตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เป็นคุณ

5. ไม่ต้องขอวีซ่า

การเดินทางไปเปิดประสบการณ์ที่มอริเชียสอาจจะไม่ได้ซับซ้อนยุ่งยากในแบบที่จินตนาการไปเอง สามารถใช้บริการของสายการบินต่างๆ ที่มีเส้นทางบินไปยังมอริเชียส สำหรับคนไทยไม่จำเป็นต้องทำวีซ่า เพราะสามารถไปขอวีซ่าก่อนเข้าเมืองได้ที่สนามบิน โดยสามารถพำนักได้ไม่เกิน 60 วัน แถมยังสามรถบินจากกรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติเซอร์ ซีวูซากูร์ รามกูลัม (Sir Seewoosagur Ramgoolam International Airport) เพียงเท่านี้ก็จะถึงยังพอร์ตหลุยส์ (Port Louis) เมืองหลวงของมอริเชียส อีกทั้งที่นี่ขับรถฝั่งซ้ายและพวงมาลัยรถอยู่ฝั่งขวาเหมือนประเทศไทยเรานั่นเอง สามารถเช้ารถขับเองได้ รับรองว่าเหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบทะเลในแบบที่ต่างออกไป รักธรรมชาติที่เต็มเปี่ยมไปด้วย tourist attractions พร้อมสรรพกับความรุ่มรวยของวัฒนธรรม และยังมีกิจกรรมต่างๆ ไปเปิดประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็นดำน้ำ ตกปลา ปีนเขา ลุยป่า เล่นน้ำตก หากพร้อมแล้วจัดการเรื่องตั๋วให้เสร็จสรรพ ข้อมูลการท่องเที่ยว เตรียมกายใจและแพคกระเป๋าออกเดินทางสู่ มอริเชียส ที่มีครบจบพร้อมปักหมุด

You May Also Like