Search
Close this search box.

Easter Island สู่เกาะเวิ้งว้างอันไกลโพ้น

ตามล่าโมไอ ประติมากรรมพิศวงในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้
เกาะอันโดดเดี่ยวกลางมหาสมุทรแปซิฟิกใต้อันเวิ้งว้างแห่งนี้ อาจไม่มีลากูนสีฟ้าใสล้อมรอบด้วยแนวปะการังน่าอัศจรรย์ใจเหมือนโบรา โบรา ไม่มีพันธุ์สัตว์แปลก ๆ ชนิดหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วในโลกนี้เหมือนกาลาปากอส ไม่มีภูเขาไฟปะทุพาเอาหินลาวาเดือดไหลลงทะเลอย่างที่ฮาวาย แต่สิ่งทำให้เหล่านักเดินทางต้องดั้นด้นข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลหลายพันหลายหมื่นกิโลเมตรคือ “โมอาย” หรือโมไอ (Moai) ประติมากรรมหินพิศวงอันเป็นเอกลักษณ์แห่งเดียวในโลก ซึ่งจนปัจจุบันก็ยังหาคำตอบในหลักฐานที่แน่ชัดไม่ได้ 100% “เกาะอีสเตอร์” (Easter Island) หรือ “ราปานุย” (Rapa Nui) ในภาษาพื้นเมือง ได้ชื่อว่าเป็น “เกาะที่ไกลและโดดเดี่ยวที่สุดในโลก” อยู่ห่างจากชายฝั่งชิลีถึงกว่า 3,500 กิโลเมตร แม้แต่เกาะที่ใกล้ที่สุดก็ยังอยู่ห่างออกไปถึงกว่า 2,000 กิโลเมตรและถึงแม้จะเป็นเขตปกครองพิเศษของประเทศชิลี แต่เชื่อกันว่าชาวโปลินีเซียน (Polynesian) คือชนกลุ่มแรกที่มาตั้งรกรากบนเกาะแห่งนี้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 จนกระทั่งในศตวรรษที่ 19 เมื่อชาวยุโรปเดินทางมาถึง มีการค้าทาสและพาเอาโรคระบาดมาด้วย ทำให้ประชากรลดลงจากสองพันกว่าคนเหลือเพียงร้อยกว่าคนเท่านั้น เอกลักษณ์หนึ่งเดียวในโลกที่พบเฉพาะบนเกาะอีสเตอร์เท่านั้น อีกทั้งยังเป็นเป้าหมายของนักเดินทางจากทั่วโลกคือ “รูปหินสลักโมไอ” ที่มีอยู่ถึงเกือบ 1,000 ตัวทั่วเกาะ ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์แน่ชัดรูปหินสลักโมไอนี้ ถูกสร้างขึ้นอย่างไร เพื่อจุดประสงค์ใด ขนส่งมาอย่างไร มีแต่เพียงการสันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นในราวศตวรรษที่ 13 โดยชาวโปลินีเซียนที่เข้ามาตั้งรกรากบนเกาะแห่งนี้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของบรรพบุรุษผู้ล่วงลับหรือเป็นตัวแทนของผู้นำหรือบุคคลสำคัญ ตลอดจนเป็นการแสดงออกถึงสถานภาพทางสังคม รูปหินสลักโมอายมีความสูงเฉลี่ย 4 เมตร มีความกว้างที่ฐานเฉลี่ย 1.6 เมตรและมีน้ำหนักราว 12.5 ตัน แกะสลักจากหินภูเขาไฟชนิดต่าง ๆ อาทิ หินเถ้าภูเขาไฟทัฟฟ์ (tuff) จากปล่องภูเขาไฟ “ราโนรารากุ” (Rano Raraku) หินบะซอลต์ (basalt) หินสคอเรีย (scoria) และขัดด้วยหินพัมมิซ (Pumice) ตัวที่ใหญ่ที่สุดมีความสูงถึงเกือบ 10 เมตรและหนักถึง 82 ตัน รูปสลักตั้งอยู่ทั่วเกาะ โดยมากมักอยู่ริมมหาสมุทร ซึ่งบริเวณที่โมอายตั้งอยู่เป็นกลุ่มเรียกว่า “อาฮู” (Ahu) การเที่ยวชมรูปสลัก สามารถเช่ารถขับรอบเกาะและแวะชมอาฮูต่าง ๆ ทั้งบริเวณริมทะเลและเนินเขา โดยจะต้องซื้อบัตรเข้าชมอุทยานแห่งชาติราปานุย (Rapa Nui National Park) ราคา 54,000 เปโซ หรือ 80 ดอลลาร์สหรัฐ สามารถใช้ได้ตลอดการเดินทาง ซึ่งจะได้รับแผนที่จุดท่องเที่ยวห้ามพลาดสำคัญ อาทิ กลุ่มโมไอ ณ อาฮูต่าง ๆ หาดอะนาเคนา (Anakena Beach) ปากปล่องภูเขาไฟราโน คาอู (Rano Kau) อนุสรณ์สถานหมู่บ้านโบราณโอรองโก (Orongo) ถ้ำอะนา ไค ตันกาตา (Ana Kai Tangata) เป็นต้น หากต้องการชมจุดท่องเที่ยวอย่างละเอียดครบทุกจุด อาจใช้เวลา 2-3 วัน นอกจากนี้ ยังสามารถหาซื้อทัวร์เที่ยวรอบเกาะซึ่งจัดโปรแกรมตามความต้องการของนักท่องเที่ยว ตั้งแต่ทัวร์ครึ่งวันเพื่อชมเฉพาะจุดท่องเที่ยวไฮไลต์จนถึงโปรแกรม 4 วันแบบเจาะลึก สำหรับผู้รักการผจญภัย สามารถเช่าจักรยานปั่นไปยังจุดท่องเที่ยวต่าง ๆ ได้ด้วย แต่ขอบอกไว้ก่อนว่าต้องเป็นสายปั่นที่ฟิตจริงเนื่องจากเส้นทางไกลและหลายช่วงค่อนข้างวิบาก ต้องใช้พละกำลังมากทีเดียว Make it happen
การเดินทางสู่เกาะอีสเตอร์ เดินทางจากประเทศไทย ต้องบินจากกรุงเทพฯ ไปยังกรุงซานติอาโก เมืองหลวงของประเทศชิลีก่อน โดยอาจบินไปทางตะวันตก แวะเปลี่ยนเครื่อง ณ เมืองใดเมืองหนึ่งในยุโรป หรือบินไปทางตะวันออก แวะเปลี่ยนเครื่องที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย จากซานติอาโก นั่งเครื่องบินต่อไปยังเกาะอีสเตอร์ใช้เวลาเดินทางราว 5ชั่วโมง Visa
ผู้ถือหนังสือเดินทางไทย สามารถเดินทางเข้าประเทศชิลีได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า และพำนักได้ไม่เกิน 90 วัน

You May Also Like